วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ไทยเจริญ



"ไทยเจริญ" ... ชื่อนี้โผล่ขึ้นมาในใจตั้งแต่เริ่มคิดจะทำรายการ "แทน ไร้เทียมทาน" เลยครับ เพราะเป็นหนึ่งในร้านที่ทานกันมาตั้งแต่เด็ก ชอบกันทั้งครอบครัว เวลาจะเลือกว่าวันนี้จะกินอะไรดี มันจะต้องมีร้านนี่ พ่อชอบ ร้านนี้แม่ไม่ชอบ ร้านนี้พี่กิน น้องไม่กิน อะไรแบบนี้ทุกครอบครัวนะ ผมว่า แต่ไทยเจริญ เป็นหนึ่งในหลายๆ ร้านของครอบครัวผม ที่ชอบกันทุกคน ก็เลยถือวิสาสะเอาซะเลย ว่าคนอื่นๆ ก็น่าจะชอบ เลยพาไปชิมอย่างไม่กลัวเสียชื่อ แทน ไร้เทียมทาน ...

บรรยากาศร้านตามที่เห็นเลยครับ โล่ง โปร่ง สบาย ตามสไตล์โบราณ ร้านยุคนี้ เหลือกันจริงๆ ไม่มากแล้วครับ ถามเจ้าของร้านก็ได้ความว่า ผ่านฟ้า พูนสิน เป็นร้านประมาณเดียวกันแต่โบร่ำโบราณ แต่ที่โดดเด่นของไทยเจริญ เห็นจะเป็นลูกค้า ... ไม่ว่าจะนักการเมือง ทั้ง ส.ส. ส.ว. หรือรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ มากมาย ผมเชื่อว่า "ไม่มีนายกรัฐมนตรีท่านใดไม่เคยมากินที่ ไทยเจริญ" หากวันใดมีประชุมที่รัฐสภา ไทยเจริญ ก็ดูเหมือนเป็นหนึ่งในตัวเลือกสุดฮิต เพราะเดินทางง่าย ใกล้นิดเดียว นอกจากนักการเมือง ยังมี ทหารชั้นผู้ใหญ่มากมาย มาทานกันทุกเที่ยง สาเหตุเดียวกัน เดินทางสะดวก ของทหารนี่เดินมาได้เลย แค่ข้ามถนนครับ



เอาล่ะ ว่าแล้วก็สั่งอาหารกันเลยดีกว่า วันนี้เริ่มที่เมนูเรียกน้ำย่อยก่อนครับ ที่เห็นมาในจานเป็น "ทอดมันกุ้ง หอยจ๊อ และในสุดเป็น แฮ่กึ๊น" อันนี้แอบบอกกันหน่อย เผื่อคนไม่ทราบ หลายคนถามมาว่า หอยจ๊อ ต่างกับ แฮ่กึ๊น ยังไง อันไหนเป็นอันไหน จำง่ายๆ เลยครับ "หอยจ๊อ" ทำจากปู (หอย แปลว่า ปู ในภาษาจีน ... งงเลยอ่ะดิ หอย แปลว่า ปู) เวลาหั่นเค้าจะหั่นเป็นปล้องๆ เหมือนอ้อยควั่น ครับ ส่วน "แฮ่กึ๊น" ทำมาจาก กุ้ง ครับ (แฮ หรือ แฮ่ แปลว่า กุ้ง ในภาษาจีนครับ) อันนี้จะหั่นเป็น แว่นๆ เฉียงๆ เหมือนกับ "ฮือก๊วย" ครับ (ฮือ แปลว่า ปลา ในภาษาจีนครับ) วันนี้ได้เรียนภาษาจีนไปในตัว อิ่มด้วย ฉลาดขึ้นด้วย ... จานนี้ดีมาดๆ ตรงที่ความสดของ กุ้ง และ ปู ครับ ส่วนที่ทำให้อร่อยเป็นพิเศษต้องเป็นการทอด ทอดให้กรอบนอก นุ่มใน ฟังดูเหมือนง่าย แต่จริงๆ แล้วหลายๆ คน กรอยนอก แล้วส่วนมากข้างในจะไม่สุกดีด้วยซ้ำครับ ที่นี่ทำได้ดี มีน้ำจิ้มบ๊วยมาด้วย อร่อยไปเลย

หมายเหตุ : สำเนียงในการออกเสียงทั้งหมดเป็นสำเนียงเฉพาะตัวที่ติดมาจากไหนไม่รู้ หากผิดพลาดประการใด คนไทยเชื้อสายจีนตัวจริง รบกวนเข้ามาแก้ไขให้ด้วยครับ



ต่อจากของทานเล่นก็เป็น "เป็ดย่างไทยเจริญ" เป็ดที่นี่ออกสไตล์เป็ด แดงๆ คล้ำๆ ฉ่ำๆ เหมือนกับที่ พูนสิน , สีฟ้า แล้วก็ เอ็มเค สุกี้ ประมาณนี้ ... ที่ต้องยกตัวอย่างเพราะมันไม่เหมือนเป็ดย่างสไตล์ฮ่องกง ที่ออกดำๆ แย่เดียว หรือไม่เหมือนเป็ดย่างสไตล์ร้านขายบะหมี่หมูแดงที่ออกแดงๆ อย่างเดียว เป็ดที่นี่ย่างได้ดี หนังไม่กรอบ แต่ไม่เหนียวแม้แต่นิดเดียว ที่เด็ดก็คือรสชาดของน้ำราดเป็ดครับ ที่นี่กลมกล่อมและเข้มข้นได้ใจมาก ...วันนี้ลืมไปอย่าง "ไส้แก้ว" ครับ ถ้าใครชอบใส้เป็ด อย่าลืมสั่งล่ะ ที่นี่สุดยอดเลย




"ลูกชิ้นกุ้งผัดผักโสภณ" จำได้ว่าตอนเด็กๆ ชอบชื่อเมนูนี้มาก เพราะเป็นคนไม่ค่อยทานผัก เลยรู้จักผักไม่เยอะ เมื่อครั้งได้ยินชื่อ ผักโสภณ ครั้งแรก จึงรู้สึกว่า ผักอะไร ชื่อเพราะจัง ชื่อเหมือนคนเลย ... แต่สุดท้ายจนแล้วจนรอด ก็ยังไม่ชอบทานผักอยู่ดี ... เมนูนี้คนร่วมทานบอกว่าอร่อยมากๆ แต่ผมจะวิจารณ์เฉพาะลูกชิ้นกุ้งกับซอสมันแล้วกัน ว่าลูกชิ้นกุ้งเหนียวกำลังดี แล้วก็เหมือนกับเมนูกุ้งอื่นๆ ของที่นี่คือ กุ้งค่อนข้างสด ส่วนรสชาดซอสก็เข้ากันได้กับลูกชิ้นเป็นอย่างดี เข้มข้นสไตล์จีนโบราณ (ที่บอกโบราณเพราะสมัยนี้เค้าไม่รู้ผัดกันยังไง ไม่เข้มข้น เข้าเนื้อ ซะเป็นส่วนใหญ่)... อ้อ สงสัยอีกอย่าง ว่าใครเคยเห็นผักโสภณในอาหารอื่นๆ ช่วยแวะมาบอกที เพราะเกิดมาก็เห็นมันอยู่กับลูกชิ้นกุ้งอย่างเดียว ยังกับฝาแฝดยังไงยังงั้น

เมนูต่อไปเป็น "ผัดจับฉ่ายจีน" เมนูนี้เดิมทีมีไว้ถนอมอาหาร ประมาณว่าทำทานไม่หมดแล้วผักมันจะเน่าจะเปื่อยไปเสียก่อน ด้วยความฉลาดล้ำเลิศ ของคนจีนจึงนำมาทำเป็น จับฉ่าย (ผักต้มรวมกันหลากหลายชนิด จนเปื่อย) ต่อมาคงเบื่อ กินแต่ผักต้ม เลยพัฒนามาเป็น ผัดจับฉ่าย ใส่วุ้นเส้นเข้าไปเพิ่มความหลากหลาย และทันสมัยขึ้น แถมกุ้งไปสองสามตัวเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า และกันคนด่าว่า "แพงจัง มีแต่ผัก"

แท่น แทน แท้นนนนนน !!! ผู้ชนะวันนี้ได้แก่ "ปลาดุกทอดกรอบผัดเผ็ด" เมนูนี้เป็น "เมนูไร้เทียมทาน" ประจำวันครับ ชนะขาดลอยทุกเมนู และทุกร้าน รับประกัน หาทานอร่อยกว่านี้ยากแล้วล่ะ ที่นี่ทอดปลาได้กรอบ เคี้ยวเข้าไปได้ทั้งกระดูก ไม่ต้องกลัวก้างกันเลย ส่วนเครื่องเทศต่างๆ ก็ดับกลิ่นที่แทบจะไม่คาวอยู่แล้ว ให้ไม่มีกลิ่นอะไรกวนใจเลย เครื่องแกงนี่ทีเด็ด เป็นส่วนที่ทำให้ปลาดุกทอดกรอบผัดเผ็ดที่นี่อร่อยกว่าใคร กลมกล่อมจนต้องเอียงจานเอาน้ำราดข้าวกันเลยทีเดียว ใครไปกันหลายๆ คนแนะนำสั่ง 2 จานไปเลย เดี๋ยวจะทานไม่พอ

ปิดท้ายขบวนด้วยอาหารเหลากันหน่อย เดี๋ยวจะดูไม่ไฮโซ หลังจากเจอปลาดุกผัดเข้าไปเต็มๆ "ขาห่านอบหมี่" ที่นี่พิเศษตรงขาห่านเลยจริงๆ อบเครื่องได้เข้มข้น จนเหนียวนอกเปื่อยใน ดูดได้ไม่ติดกระดูกเลย อันนี้เรียกว่า "เมนูปากมัน ตัวแม่" เลย ดูดแล้วเพลินมากๆ อร่อยอย่างลืมตัวจนขี้เกียจเช็ดปากกันเลยทีเดียว

อิ่มแล้วครับ กับไทยเจริญ ร้านเก่าแต่ยังเก๋าอยู่ ไปมาสะดวก ตรงข้างๆ สวนอัมพรนี่เอง จอดรถหน้าร้านได้เลย ถ้าจะให้ดีบอกอ่านเจอมาใน แทน ไร้เทียมทาน เพิ่มเรตติ้งให้กันหน่อยก็จะดี "สวัสดี ราตรีสวัสดิ์" (อันนี้เห็นหนังสือรถชื่อดัง เอ็กส์โอ ออโต้สปอร์ต เค้าลาผู้อ่านแล้วชอบ เลยขอเลียนแบบหน่อย)

วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

โรตี มะตะบะ

"แทน ไร้เทียมทาน" เทปนี้ถ่ายเมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภา ที่ผ่านมานี่เอง เลือกร้านกันแทบไม่ทัน เนื่องจากร้านที่ตั้งใจจะไปในทีแรกขอเลื่อนไปเป็นอาทิตย์ถัดไป สุดท้ายเลยมานึกออกที่นี่เลย ท่าพระอาทิตย์ ร้านโรตี มะตะบะ ให้มันมีกลิ่นการเมือง เหลืองๆ แดงๆ กับแกงของร้านนี้กันหน่อย



เทปนี้ตั้งใจจะถ่ายกันเที่ยงๆ แต่กว่าจะได้ถ่ายจริงปาเข้าไป บ่ายๆ แล้ว เพราะขายดีมากๆ คนแน่นไปหมด เข้ามาต่อคิวทั้งซื้อกลับและกินที่ร้านกันอย่างไม่ขาดสาย ทำให้ทีมงานรออาหารแต่ละจานที่จะเอามาถ่ายนานมากมาย แต่ไม่เป็นไร สุดท้ายก็ได้ถ่ายกัน เริ่มที่จานแรกเป็น "แกงเขียวหวานไก่สไตล์แขก" ที่ต้องบอกว่าสไตล์แขกนี่ ไม่ใช่เพราะแขกเป็นคนทำนะครับ แต่มันเป็นเพราะกลิ่นที่แตกต่างจากแกงเขียนวหวานไก่ไทย มากมายทีเดียว มันมีกลิ่นเครื่องเทศครับ แกงเขียวหวานไก่บ้านเรานั้นจะใส่ก็แต่เพียงเครื่องแกงที่ตำกันจากพริดเขียวและส่วนผสมอีกไม่กี่ชนิด ทำให้กลิ่นหนักไปทางพริกเขียว แต่นี่ดมจากกลิ่น น่าจะใส่เครื่องเทศสไตล์แขกเข้าไปหลากหลายชนิดด้วยกัน กลิ่นมันเลยหอมไปอีกแบบ ใครไม่ชอบเครื่องเทศอาจจะรู้สึกฉุนนิดๆ ในคำแรก แต่เข้าปากไปพร้อมกับโรตีแล้วล่ะ ก็มีลืมฉุนกันเลยทีเดียว


พูดถึงโรตีแล้วเอา "โรตี" มาคั่นก่อนดีกว่า ก่อนจะข้ามไปต่อกันที่แกงอื่นๆ โรตีที่นี่เค้าสุดยอดมากๆ กับแป้งที่หนานุ่ม กว่าที่เราๆ ท่านๆ ได้กินกันตามรถเข็นขายโรตีทั่วไป ไม่ทราบกว่าเพราะเค้านวดแป้งเก่งกว่า หรือจะตีแป้งเก่งกว่าก็ไม่ทราบได้ แต่ถ้าดูกันจากรูปที่ถ่ายมาจะเห็นว่า มือโรตีที่นี่ แกว่งแป้ง (ก็ไม่รู้เค้าเรียกอะไรเหมือนกัน) แต่ละทีนะ จากเล็กๆ กลมๆ ขยายไปได้ใหญ่เท่า Pizza เลยเดาว่าน่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้แป้งที่นี่หนานุ่ม อร่อยกว่าที่อื่นๆ โรตีที่นี่เค้าใช้แป้งแบบเดียวกันนี่แหละ ทำมันทั้งคาวและหวาน ที่เห็นนี่เป็นคาวก่อน เพราะแกงกำลังรออยู่ เดี๋ยวค่อยมาว่ากันที่หวานอีกทีแล้วกัน

โรตีมา แกงก็ต้องมี ... นี่เลย "กูลูหม่าแพะ" หรือจะ "กะลูหม่า" ก็ว่ากันไปตามสะดวก อันนี้ถ้ามีผู้รู้เข้ามาบอกหน่อยก็จะดี เพราะแทนเองก็อยากรู้อยู่ว่าเค้าเรียกอะไรกันแน่ สำหรับคนไม่คุ้นเคยคงนึกไม่ออกว่าแกงที่ว่ามันเป็นยังไง กูลูหม่าแพะ นี่ปกติที่เคยๆ กินจะออกแนวเข้มข้นด้วยเครื่องแกง และรุนแรงมากๆ กับกลิ่นเครื่องเทศ แต่ที่นี่ต่างจากที่อื่นอย่างเห็นได้ชัดตรง ความเข้มข้น ที่ถูกทำให้เจือจางเพื่อเข้ากับลิ้นของคนไทยมากขึ้น แต่ที่ยังเหลืออยู่แน่ๆ คือกลิ่นครับ กลิ่นชัดเจน และ ตรงประเด็นมากๆ จนทำให้จานนี้นี่แหละ ได้รางวัล "เมนูไร้เทียมทาน" ประจำวันนี้ไป กินกับโรตีนะ บอกได้เลยว่า "ขอกะลูหม่าแพะอีกถ้วย แล้วก็เอาโรตีมาอีกสองแผ่นด้วย"

ต่อจากเมนูไร้เทียมทานเป็นอีกแกง อันนี้ส่วนตัวแล้ว ชอบมากๆ เพราะหนึ่งเลย เป็นคนชอบกินถั่ว แล้วสองคือ ชอบกินเนื้อวัว ทำให้ "แกงมัสมั่นเนื้อ" จานนี้ถูกใจแทนสุดๆ ทั้งเนื้อ ทั้งถั่ว อยู่ใน "มัสมั่นแกงแก้วตา หอมยี่หร่ารสร้อนแรง รับรองได้ว่า ชายใดได้กลืนแกง แรงอยากให้ใฝ่ฝันหา" ฮ่าฮ่าฮ่า โบราณเค้าก็บอกอยู่แล้วว่าอร่อย ไม่ต้องอธิบายแล้วสำหรับเมนูนี้

เพลิดเพลินกับโรตีอยู่หลายแกงแล้ว ลืมข้าวไปเสียได้อย่างไรเนี่ย ... เดี๋ยวคนอ่านจะถามเอาได้ว่า "คนไทยหรือเปล่า?" คนไทยครับ คนไทยต้องกินข้าว แม้จะอยู่ร้านแขกก็ต้องกินข้าวตามนิสัยของคนไทย เลยสั่งไป "ข้าวหมกไก่" ครับ เมนูนี้คนไทยคุ้นเคยกันดี ไม่ต้องไปถึงร้านแขกก็หากินได้ทั่วไป แต่ไหนๆ ได้ชิมของแขกตัวจริงแล้ว ต้องชมเค้าเลยว่าอร่อยจริงๆ ข้าวอาจจะเม็ดสั้นๆ หน่อย ไม่อร่อยเหมือนข้าวไทย แต่ไก่กับน้ำจิ้มที่นี่ สุดยอดครับ ไปลองชิมกันดูครับ ว่าสุดยอดจริงหรือเปล่า

จะไปของหวานอยู่แล้ว เจ้าของร้านรีบให้เด็กวิ่งมาบอก "พี่ๆ มีอีกเมนูเค้าอยากให้ชิม" หันไปดูเป็น "สลัดแขก" ด้วยความที่เป็นคนไม่ชอบกินผัก อยากจะปฏิเสทใจจะขาด ฮ่าฮ่าฮ่า แต่ไม่ได้ ต้องมีสปีริต เพื่อคุณผู้ชม "เอาวะ ลองมันดูซักตั้ง ผักก็ผัก" จริงๆ สลัดแล้ว แต่สลัดไม่หลุด ... เลยต้องชิมหน่อย ปรากฎว่า อร่อยแฮะ ... สำหรับคนชอบกินพวก สะเต๊ะ หรือ พระรามลงสรง รับรองชอบสลัดแขกชัวร์ "คอนเฟิร์ม ! ... เออ ... ฟันธงดีกว่า คอนเฟิร์มดวงกำลังตก"

มาแล้ววววววว เวลาที่ทุกคนรอคอย ขนม ขนม ขนม ... จริงๆ แอบคิดไว้ว่า "ที่นี่จะมีขนมอะไรแปลกๆ แขกๆ บ้างมั๊ยน้า" และแล้วก็ออกมาซะไม่แปลก "โรตี มะตะบะ" ครับทุกๆ คน ... เอาซะคล้ายของคาวที่กินไปหลายแผ่นก่อนหน้านี่เลย ... ต่างกันก็โรยน้ำตาลมา ส่วนมะตะบะก็เปลี่ยนจากใส้เนื้อใส้ผักมาเป็นใส้กล้วย ... เจ้าของร้านคงเห็นเราขำกัน เลยไม่รอช้าออกมาอีกสองเมนู ให้มันแปลกไปหน่อย ... "มะตะบะใส้กล้วยราดช็อคโกแล็ต" กับ "โรตีใส่ใข่" ครับ ... เออ แปลกขึ้นมาจริงๆ ... ทั้งหมดนี่ไม่วิจารณ์มากครับ เพราะบอกไว้แล้วว่ามือโรตีที่นี่ทีเด็ด ขนมมันจะไม่เด็ดได้ไงครับ ต้องมาลอง เอา แทน ไร้เทียมทาน รับประกันไปเลย ถ้าไม่อร่อย "ด่าเจ้าของร้านไป"





และแล้วก็จบอีกมื้อนึง ... อิ่มมั๊ยครับ ... ถ้าไม่อิ่มก็ออกไปหาอะไรกินซะนะ ... สวัสดีครับ

จก คิชเช่น (ร้านโต๊ะเดียว)

ถ้าไม่นับสองเทปแรกที่ออกอากาศไปเมื่อวันที่ 10 กับ 17 กุมภาพันธ์ 2552 เทปนี้ถือเป็นเทปที่สองของรายการ แทน ไร้เทียมทาน ที่แทนเลือกร้านเองกับมือครับ แต่เทปแรก "ร้านเป็ดตุ๋นเจ้าท่า" ที่เลือกเอง วันนั้นไม่ได้เอากล้องติดไป เลยจะมารายงานกันให้อ่านทีหลังแล้วกันครับ





แรกสุดที่พบเจอชื่อ ร้านโต๊ะเดียว นี่ได้อ่านมาจากคอลัมน์ของ "ยายมา" อีกทีเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ว่าร้านนี้มีโต๊ะเพียงแค่โต๊ะเดียว ไม่มีเมนู เจ้าของร้าน (เฮียจก) อยากทำอะไรก็จะทำมาให้กินกัน ไม่มีเมนู หรือทำมาตามที่ของในตู้เย็นพอจะมี พอได้อ่านเจอแล้วก็รู้สึกตื่นเต้นทีเดียว โดยปกติเป็นแฟนประจำของ "ยายมา" อยู่แล้ว เพราะรู้สึกว่าติดตามไปชิมหลายที่แล้ว ถือว่ามีรสนิยมในการกินใกล้เคียงกันเลยทีเดียว "ยายมา" ว่าอร่อย แทนไปชิมก็ว่าอร่อยทุกร้านไป จนชิมไปชิมมา แล้วบอกต่อๆ ไปเรื่อยๆ จนได้เรื่องได้ราว เป็นที่มาของรายการ แทน ไร้เทียมทาน ที่จะได้พบเจอกันทุกวันอังคาร ช่องห้า สามโมงกว่าๆ ชอบมะ ชอบมะ ...


กลับเข้ามาที่ร้าน "จก คิชเช่น" กันต่อ เดี๋ยวจะยืดยาวกันเกินพอดี ร้านนี้เปิดขึ้นมาโดยเฮียจกคนในรูปนั่นแหละ ซึ่งไม่สามารถบรรยายชีวประวัติกันได้ในหน้าเว็ป เนื่องจากยาวมากๆ เล่ากันสามวันสามคืนก็ไม่จบ เฮียแกอยู่มาแทบจะสิบประเทศแล้วก่อนกลับมาสานต่อกิจการ ส่งปู ของทางบ้าน รวมถึงกิจการเรือประมงอยู่ตามน่านน้ำ ต่างๆ เพื่อส่งวัตถุดิบไปยังภัตตาคารชื่อก้องทั่วเอเซีย จนไปไปมามา ความเป็นศิลปินที่ติดตัวมาแต่กำเนิดก็เกิดปะทุขึ้น ให้เฮียแกละทิ้งทุกสิ่งอย่าง หันมาทำอาหารให้เพื่อสนิทมิตรสหายได้กินกันที่บ้าน จากเดือนละโต๊ะ ไปจนเป็นอาทิตย์ละโต๊ะ สุดท้ายคนมากินข้าวที่บ้านมากขึ้นๆ ในที่สุดหันมาเอาดีทางนี้แทน ถือเป็นการพักผ่อนไปในตัว เฮียแกเลยหยุดเรือไว้ก่อน แล้วก็ต้องเลิกส่งปูไปในตัว เนื่องจากกลัวภัตตาคารต่างๆ หาว่าเปิดร้านแข่งกันกับลูกค้าปูทั้งหลาย รายได้มหาศาลที่มีอยู่เลยเป็นอันต้องลาพักร้อนเช่นเดียวกัน

เมื่อหันมาทำอาหารให้เพื่อนๆ กินกันอร่อยขนาดนี้ มีหรือชื่อเสียงจะไม่แผ่ขยายไปในวงกว้างขึ้น กว้างขึ้น จากเพื่อน ไปถึงเพื่อนของเพื่อน ถึงเพื่อนของเพื่อนของเพื่อน และเพื่อนขอวเพื่อนของเพื่อนอีกที จนมาถึงแทน ที่เดิมทีไม่ใช่เพื่อนของเพื่อนของใครอะไรทั้งนั้น แต่อ่านหนังสือแล้วตามมา สุดท้ายแทนก็บอกต่อไปยัง เพื่อนของแทน ไปถึงเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนแทน ก็ไม่แปลกที่ร้านจะดังจนต้องจองคิวข้ามเดือนเหมือนสมัยนี้ เมื่อได้มาทำรายการก็จึงเลือกร้านนี้มาให้คุณผู้ชมได้บอกเพื่อน ไปถึงเพื่อนของเพื่อนของคุณผู้ชม เพื่อที่จะไปถึงเพื่อนของเพื่อนของใครต่อใครก็ไม่รู้ แต่พอแล้วดีกว่า ผมยังเบื่อเลย คนอ่านคงเบื่อกว่าผมแน่ๆ
มา... เราอย่ารอช้า ว่ากันที่จานแรกเลยดีกว่า จานนี้เรียกว่า "เกี๊ยวกุ้ง" เหมือนที่คนทั่วๆ ไปเรียกนี่แหละ จะแตกต่างก็ตรง วิธีรับประทาน ของมันนี่เอง ปกติคนส่วนใหญ่กินเกี๊ยว นี่มักจะกินในก๋วยเตี๋ยว หรือไม่ก็ทอดกินกับน้ำจิ้มหวาน แต่ที่นี่เค้า ลวก ครับ ลวกแล้วกินกับ จิ๊กโฉ่ เหมือนขนมจีบเลย แทนว่า จิ๊กโฉ่ ที่นี่ผ่านการปรุงรสใหม่ครับ เพราะอร่อยกว่าที่พบเจอตามร้านอาหารทั่วๆ ไป แต่นอกจากจิ๊กโฉ่รสดีแล้ว แป้งที่ห่อก็ลวกได้กำลังดี ไม่มีแข็งไม่มีเหนียว และที่สำคัญที่สุด กุ้งข้างในนี่เป็นตัวๆ เลย (ที่บอกเป็นตัวๆ เพราะมันมีมากกว่า 1 ตัว) จานนี้อร่อยมากๆ ทีเดียว เชื่อว่าถ้าไปกินที่นี่ครั้งแรก จะประทับใจกับจานนี้ครับ เพราะยกมาเป็นจานแรก รวมกับบรรยากาศร้าน อะไรต่อมีอะไร ทำให้ประทับใจแน่นอน สำหรับจานแรก

เกี๊ยวยังไม่ทันหมด เฮียจก ก็ส่งอีกเมนูตามมาอีกอย่างนึงให้เราแปลกใจกัน มันคือ "เป็ดรมควัน" ซึ่งความพิเศษของมันอยู่ที่ เมนูนี้ไม่ได้เป็นเมนูที่พบได้ตามร้านอาหาร หรือภัตตาคารทั่วๆ ไปในเมืองไทย แต่มักจะขายกันจริงๆ จังๆ ในภัตตาคารที่เมืองจีนครับ พอคนไทยเจอเข้ายังไงก็คงรู้สึกแปลกใจเป็นลำดับแรกกับรสชาดที่อร่อยแต่ไม่คุ้นลิ้น ก็เลยบอกตรงนี้ไว้เช่นกัน ว่าเป็นอีกหนึ่งเมนูที่คนไปลองครั้งแรกจะต้องกลับมาบ้านด้วยความรู้สึกว่า มันมีรสหวานๆ เค็มๆ ติดอยู่ที่ปลายลิ้นไม่หายไปไหนซักที อันนี้ก็ถือว่าอร่อยครับ แม้ว่าเคยไปกินที่เมืองจีนต้นตำรับมา ก็ยังถือว่าเฮียจก ทำได้ไม่ไกลจากฝีมือคนจีนเท่าไหร่นัก "อร่อยครับ"


หลังจากกินเล่นกันมา 2 เมนูแล้ว ก็มากินจริงกันบ้างดีกว่า เมนูนี้เป็นเมนูโปรดชองแทน เมนูนึงเลยก็ว่าได้ ไปกินที่ไหนๆ ก็ยังแอบคิดถึงเมนูนี้ของเฮียจกแก เมนูนี้คือ "กุ้งผัดแปะก๊วย" ครับ เฮียจกแกใช้กุ้งแชบ๊วยตัวโตๆ ที่เลือกเองกับมือ รับประกันความสดโดย เฮียจก และแถมแทนรับประกันไปให้อีกคนเลย ว่าถ้าเฮียจกเลือกของทะเลแล้วไม่สด คนอื่นก็ไม่น่าจะรอดแล้วล่ะ กลับมาที่เมนูนี้ต่อ ทีเด็ดของเมนูนี้อยู่ที่รสชาดของซอสที่ใช้ผัด ซึ่งออกหวานนิดๆ เผ็ดหน่อยๆ และเมื่อเจอกับความมันของแปะก๊วยเข้าไป มันช่วยเสริมรสชาดให้กุ้งที่หวานแบบเรียบๆ ให้มันจัดจ้านขึ้นไปในทิศทางเดียวกัน เมนูนี้นอกจากกุ้งแล้ว แปะก๊วยก็สำคัญ เพราะคนทำไม่เป็นออกขมขึ้นมาแล้วพากันไม่อร่อยไปทั้งจานแน่นอนครับ



ต่อจากกุ้งเราข้ามหอยและปูไป มาลงที่ปลาก่อนเลยครับ ปลานี่ไม่ธรรมดา มาจากต่างประเทศกันเลยทีเดียว เฮียแกอิมพอร์ตมาเพื่อเป็นเมนูนี้โดยเฉพาะ "ปลาหิมะเจี๋ยน" ฟังชื่อแล้วนึกถึงปลาราดน้ำมันหอย หรือน้ำแดง แบบจีน แต่เจอของจริงเข้าไป กลายเป็นปลาหิมะชิ้นโต วางอยู่บนผักกาดแก้ว แล้วราดด้วยน้ำ สลัดสูตรเฉพาะ ที่ถามก็ไม่บอกว่าผสมอะไรลงไป รู้แต่เมนูนี้ดูคล้ายๆ สลัดเนื้อสันแบบจีนตามร้านเก่าแก่อย่างสีลมภัตตาคาร แต่ใช้ปลาแทน ส่วนน้ำสลัดก็ใช้เป็นซีอิ้วหวานสูตรเฉพาะแทน เมนูนี้ได้รางวัล

"เมนูไร้เทียมทาน"

จาก "แทน ไร้เทียมทาน" ไปเรียบร้อยเมื่อวันที่ไปถ่ายทำ ส่วนเหตุผลที่ให้เมนูนี้ก็เพราะ มันไร้เทียมทานจริงๆ ทั้งวิธีทอดปลาให้กรอบกำลังดี ในขณะที่ข้างในยังไม่ศูนย์เสียความมันและความชุ่มชื้นไป ส่วนผักที่ถูกรองมืเพื่อนกันเลี่ยนก็ผ่านการแช่ในน้ำแข็งเพิ่มความกรอบ และสุดท้ายที่ขาดไม่ได้คือ ซอส หรือซีอิ้วหวานที่ราดทับลงไป ไม่หวานเกิน ไม่เค็มเกิน และไม่เลี่ยนเกินเมื่อทานกับปลาทอด เมนูนี้แทนรับรองไปเลยว่า อร่อย ไร้เทียมทาน พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง



ต่อจากเมนูไร้เทียมทานก็จะเป็นเมนูหนักๆ กันบ้าง เพื่อนกันหิวก่อนนอน เมนูนี้ดูดีๆ เมนูนี้เฮียแกเรียกของแกเองว่า "ข้าวผัดอัยการ" คงมีอัยการซักท่านมาสั่งให้ทำแล้วเกิดอร่อยขึ้นมา กลายเป็นความดีความชอบไป แต่จริงๆ แล้วผมว่าเมนูนี้น่าจะเรียกว่า "ข้าวผัดจกรวมฮิต" อะไรประมาณนี้ เพราะมันเหมือนเอาของที่เหลือจากเมนูอื่นๆ มาผัดรวมกัน เมันมีทั้งเป็ดรมควัน ไปจนถึง ผักคะน้า จากเมนูกุ้งผัดแปะก๊วย ครับ แต่ทีเด็ดของมันจริงๆ อยู่ที่กลิ่นกระทะครับ แทนว่าข้าวผัดที่มีกลิ่นหอมนี่มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว ส่วนรสชาดมันปรุงแต่งกันเองได้จากพริกน้ำปลา หรืออะไรก็ว่าไป แต่กลิ่นนี่มันต้องมาจากในครัว ซึ่งไม่ได้มีทุกครัว มันขึ้นอยู่กับฝีมือล้วนๆ ครับ เมนูนี้ให้คะแนนเรื่องกลิ่นเต็ม 1 เลยครับ หอมมากๆ ส่วนรสชาดก็ถือว่าลงตัวนะครับ หากใครชอบข้าวผัดสไตล์ข้าวผัดปลาเค็ม คงต้องชอบข้าวผัดที่ผัดกับเป็ดเค็มๆ หวานๆ จานนี้แน่นอน


ท้ายสุดแต่ใช่สุดท้าย กับขนม "แปะก๊วยสไตล์ จก คิชเช่น" ครับ ดูเผินๆ เหมือนแปะก๊วย ธรรมดา แต่ที่ไม่ธรรมดาคือรสชาดของน้ำใสๆ นั่นครับ ใจจริงๆ ไม่อยากบอกเลย อยากให้มีความรู้สึกเดียวกับแทน วันที่ได้ชิมครั้งแรก มันงง งง เลยครับ จะว่าอร่อยก็ไม่เชิง แต่ที่แน่ๆ แปลกสุดๆ มันคือน้ำเกลือครับ ไม่เคยเจอที่อื่นเหมือนกัน กินเข้าไปคำแรกอึ้งไปถึงคำที่สามสี่ห้าเลยครับ แต่กินไปกินมาก็อร่อยไปอีกแบบ เฮียแกให้ข้อมูลว่าที่ใช้น้ำเกลือเพราะแกว่าแปะก๊วยมัน มันๆ เจออะไรหวานๆ แล้วมันมากไป เลยเอาความเค็มอ่อนๆ ของน้ำ เกลือ มาสร้ารสชาดใหม่กันไปเลยดีกว่า ...


สุดท้ายแล้ว จะบอกว่า สำหรับวันที่ไปถ่ายมาให้ชมกัน ไปกันไม่กี่คน เลยอิ่มมากๆ กับเมนูเด็ดที่เล่ามา แค่ไม่กี่อย่างครับ แต่จริงๆ แล้วจะบอกทุกๆ คนเลยว่า ถ้าไปหลายคน หรือ ถ้ามีกำลังในการกินสูง บอกเฮียแกไปเลยว่าอยากทาน "ปูนึ่ง" ครับ รับประกันได้เลย ว่าจะต้องตะลึงฝีมือการเลือกปู ไปจนถึงการแกะปู คนขี้เกียจแกะปูเจอปูเฮียจกเข้าไป รักแกตายเลยครับ แกแกะมาให้ซะกินง่ายเลย


เกือบลืมน้ำแกง เดี๋ยวจะคอแห้งกันหมดก่อน อันนี้ไม่ได้ถ่ายรูปมา แต่เป็นอีกเมนูแนะนำ"ปลาเก๋าต้มบ๊วย" ครับ เอามาซดแก้เลี่ยน เมนูนี้ได้ไปลองชิมมาแล้ว บอกได้เลยว่า ปลาที่นี่ เก๋า จริงๆ ครับ เนื้อแน่นมากๆ ส่วนรสชาด โดยส่วนตัวเป็นคนชอบอะไรต้มบ๊วยอยู่แล้ว เลยชอบรสชาดประมาณนี้

เอาล่ะ ยาวไปแล้ว วันนี้ลาไปก่อนครับ แล้วจะกลับมากับ แทน ไร้เทียมทาน เทป ต่อๆ ไป ใครมีเวลาติดตามช่องห้า สามโมงกว่าๆ ทุกวันอังคาร ครับ ส่วนใครไม่มีเวลา นี่เลย www.udootv.com เลือกดูรายการย้อนหลังได้ตามสะดวกเลยครับ เทปแรกเป็นวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552 นะครับ จากนั้นทุกอังคารก็พบกับแทน แน่นอนครับ